เมนูหลัก

โครงการ

Ulti Clocks content

สถิติผุ้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1
mod_vvisit_counterเมือวานนี้3
mod_vvisit_counterอาทิตย์นี้1
mod_vvisit_counterเดือนนี้100
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด17532
Google

Designed by:
SiteGround web hosting IT_48042.24

  

           สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงตระหนักถึงปัญหาการระบาดของโรคคอพอก เนื่องมาจากการขาดสาร

ไอโอดีนทั้งจากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขและจากการที่พระองค์ทรงพบเห็นในระหว่างที่เสด็จฯ เยี่ยมเด็กนักเรียนในโรงเรียน

ตำรวจตระเวนชายแดน จึงทรงมีพระราชดำริที่จะดำเนินการเพื่อช่วยแก้ปัญหานี้โดยเสริมการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่

ที่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ เข้าไปถึงได้ยากอันได้แก่ พื้นที่ตามเขตชายแดนที่มีโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตั้งอยู่  โครงการนี้เริ่ม

ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๓๓ โดยคาดหวังว่า หากมีการดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน

ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องแล้วก็จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศโดยส่วนรวมได้


        
        เป้าหมายของแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารระยะที่  ๑  ที่จะพยายามลดอัตราคอพอกในเด็กนักเรียนให้เหลือต่ำกว่า

ร้อยละ๑๐ โดยการส่งเสริมให้มีการใช้น้ำดื่มเสริมไอโอดีนและเกลือเสริมไอโอดีนในโรงเรียน พร้อมทั้งมีระบบเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องนั้น

 ผลปรากฏว่าจากข้อมูลล่าสุดเมื่อต้น ปี ๒๕๓๙ พบอัตราคอพวกในเด็กนักเรียนลดลงเหลือร้อยละ ๑๕.๔ จากเดิม ร้อยละ ๒๑.๑ ในปี

 ๒๕๓๖ เมื่อพิจารณาตามพื้นที่ พบว่าในปี ๒๕๓๙ มีพื้นที่ที่สามารถควบคุมสถานการณ์การขาดสารไอโอดีนได้ร้อยละ ๒๖.๔ ของพื้นที่

โครงการทั้งหมด พื้นที่ที่มีภาวการณ์ขาดสารไอโอดีนอยู่ในระดับรุนแรงน้อยมีร้อยละ ๔๓.๙ รุนแรงปานกลางร้อยละ ๑๒.๑ และรุนแรง

มากร้อยละ ๑๗.๖ จะเห็นได้ว่า สถานการณ์การขาดสารไอโอดีนในภาพรวมดีขึ้นบ้าง แต่ปัญหาการขาดสารไอโอดีนในพื้นที่ทุรกันดาร

เหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่จึงจำเป็นต้องแก้ไขต่อไป การดำเนินงานเท่าที่ผ่านมาพบว่า ยังขาดความต่อเนื่องอีกทั้งยังไม่มีการลงไปแก้ไขปัญหา

ในชุมชนอย่างจริงจัง



     เพื่อแก้ไขปัญหา ควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนในพื้นที่ทุรกันดาร



     ลดอัตราคอพอกของเด็กนักเรียนให้เหลือต่ำกว่าร้อยละ ๕



     ๑. การดื่มน้ำเสริมไอโอดีนเป็นประจำทุกวัน มีแนวทางในการดำเนินกิจกรรม ดังนี้
        ๑.๑ สนับสนุน"ขวดเดี่ยว"คือสารละลายไอโอดีนเข้มข้น และ"ขวดคู่"คือชุดสำหรับตรวจหาสารไอโอดีนแบบรวดเร็วให้แก่โรงเรียน
        ๑.๒ สนับสนุนภาชนะใส่น้ำให้กับโรงเรียนที่ยังขาดแคลน
        ๑.๓ ควรให้เด็กนักเรียนรับผิดชอบในการเตรียมน้ำเสริมไอโอดีนเป็นประจำทุกวันพร้อมทั้งกำกับดูแลให้เด็กนักเรียนทุกคนได้ดื่มน้ำ
        เสริมไอโอดีนอย่างน้อยวันละ ๒ แก้วโดยมีครูประจำชั้นเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง
        ๑.๔ ควรกำหนดตารางการตรวจสอบสารไอโอดีนด้วยชุดขวดคู่โดยมีครูเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแล

     ๒. การใช้เกลือเสริมไอโอดีนปรุงอาหารกลางวันเป็นประจำทุกวันมีแนวทางในการดำเนินกิจกรรม ดังนี้
        ๒.๑  สนับสนุนเกลือไอโอดีนให้แก่โรงเรียนทุกโรง
        ๒.๒ ควรให้ผู้รับผิดชอบการประกอบอาหารกลางวันแต่ละวันใช้เกลือเสริมไอโอดีนปรุงอาหารในปริมาณ ๑/๓ ช้อนชาหรือ ๑.๖ กรัม
        ต่อคนต่อมื้อทุกวัน
        ๒.๓ ควรกำหนดตารางการตรวจสอบสารไอโอดีนด้วยชุดขวดคู่โดยมีครูเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแล

     ๓. การให้ยาเม็ดไอโอดีนแก่เด็กนักเรียน มีแนวทางการดำเนินกิจกรรมดังนี้
        ๓.๑ สนับสนุนยาเม็ดไอโอดีนให้แก่โรงเรียนที่พบอัตราคอพอกตั้งแต่ร้อยละ ๒๐ ขึ้นไปทุก ๖ เดือน
        ๓.๒  ให้ยาเม็ดแก่เด็กนักเรียนทุกคน คนละ ๑ เม็ด ทุก ๖ เดือน

     ๔. การเฝ้าระวังโรคขาดสารไอโอดีน มีแนวทางการดำเนินกิจกรรมดังนี้
        ๔.๑ ดำเนินการตรวจคอพอกในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาทุกคนปีละ๒ครั้งในเดือนพฤษภาคมและเดือนกุมภาพันธ์ของปี
        ถัดไป
        ๔.๒ ควรมีการฝึกทบทวนวิธีการตรวจคอพอกแก่ครูพยาบาลเป็นประจำทุกปี

     ๕. การอบรมให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนและบุคลากรโรงเรียนในเรื่องโรคขาดสารไอโอดีนมีแนวทางการดำเนินกิจกรรมดังนี้
        ๕.๑  ครูควรจัดการเรียนการสอนเรื่องโรคขาดสารไอโอดีนโดยกำหนดเนื้อหาไว้ในวิชาที่เกี่ยวข้อง
        ๕.๒ บุคลากรของโรงเรียนควรได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมความรู้เรื่องโรคขาดสารไอโอดีนด้วย



     ๑. การอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องโรคขาดสารไอโอดีน มีแนวทางการดำเนินกิจกรรมดังนี้
          ๑.๑  ครูจัดประชุมชาวบ้านและให้ความรู้เกี่ยวกับโรคขาดสารไอโอดีนรวมทั้งวิธีการป้องกันและการรักษา
          ๑.๒  เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปเยี่ยมหมู่บ้านและให้ความรู้แก่ประชาชน

     ๒. รณรงค์การดื่มน้ำเสริมไอโอดีนในครัวเรือนเป็นประจำทุกวัน
     ๓.  รณรงค์การใช้เกลือเสริมไอโอดีนและ/หรือน้ำหยดไอโอดีนในน้ำปลาสำหรับปรุงอาหารในครัวเรือนเป็นประจำทุกวัน